โต๊ะหินอ่อนไทย.com ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากหินอ่อนแท้ บริการดีจนคุณต้องตะลึง
หน้าแรก | ข่าวสาร | เกี่ยวกับพวกเรา | เงื่อนไขการสั่งซื้อ | ตะกร้าสินค้า | ติดต่อพวกเรา
 
ข่าวสาร
โต๊ะหินอ่อนไทย.com

โต๊ะหินอ่อนไทย.com ร้านทรัพย์ไชยสวัสดิ์ เปิดตัวเวปไซด์ เพื่อให้ลูกค้า สามารถสั่งซื้อ โต๊ะหินอ่อน โต๊ะหินขัด ศาลพระภูมิ ศาลพระพรหม ศาลเจ้าที่ ถังใส่น้ำ และสินค้าอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่คลิ๊กเดียว มีภาพสินค้าตัวอย่างให้ดูเพื่อให้ลูกค้ามีข้อมูลก่อนตัดสินใจสั่งซื้อสินค้า

สินค้าใหม่
ร้าน ทรัพย์ไชยสวัสดิ์ เปิดตัวสินค้าใหม่และสินค้าแนะนำ เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกสำหรับการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้ตามที่ต้องการ โดยยึดหลัก "ลูกค้าต้องมาก่อน " โดยลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าภายในวันที่ 15/09/58 บริการจัดส่งฟรี ( ภายในจังหวัดนครปฐมเท่านั้น )
ความรู้เรื่องการตั้งศาลพระภูมิ
วันนี้ร้านทรัพย์ไชยสวัสดิ์ มีความยินดีนำเสนอเรื่อง ความรู้ในการตั้งศาลพระภูมิ
การตั้งศาลพระภูมิ
สิ่งที่ต้องคำนึงในการตั้งศาลพระภูมิ คือ สถานที่ตั้ง,ทิศทาง,วันและฤกษ์ตั้ง,ความสูงของศาลพระภูมิและผู้ประกอบพิธีกรรมการตั้งศาลพระภูมิ

สถานที่ที่ตั้งศาล มีหลักการพิจารณาดังนี้
  1. ที่ตั้งศาลต้องเป็นบริเวณพื้นดิน มิใช่บริเวณเดียวกับพื้นของตัวบ้าน
  2. หากไม่มีพื้นที่ที่เป็นพื้นดิน สามารถทำการตั้งศาลบนชั้นดาดฟ้าได้ แต่ส่วนใหญ่ศาลที่ตั้งบนดาดฟ้าจะเป็นศาลเทพต่างๆ เช่นพระพรหม หรือ พระนารายณ์ มิใช่พระภูมิเจ้าที่
  3. จุดที่ตั้งของศาลต้องไม่ถูกเงาของตัวบ้านทอดลงมาทับ
  4. ที่ตั้งของศาลควรอยู่ห่างจากบริเวณที่ตั้งของห้องน้ำ
  5. อย่าตั้งศาลให้อยู่ใกล้กับตัวบ้านมากนัก
  6. อย่าหันหน้าศาลเข้าสู่บริเวณที่ตั้งของห้องน้ำ
  7. ไม่ควรตั้งศาลให้หันหน้าตรงกับประตูหน้าบ้าน
  8. ตั้งศาลให้ห่างจากรั้วหรือกำแพงบ้านอย่างน้อย 1 เมตร
  9. ถ้าสามารถยกพื้นที่ตั้งศาลให้สูงขึ้นสัก 1 คืบ จากพื้นดินได้ ก็เหมาะสมอย่างยิ่ง
  10. ความสูงของศาล ควรสูงเหนือระดับสายตาของผู้เป็นเจ้าของบ้านขึ้นไปเล็กน้อย

ทิศทาง การหันหน้าศาลพระภูมิสู่ทิศมงคล
  1. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ทิศอีสาน เป็นทิศที่ดีที่สุดหากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป
  2. ทิศตะวันออก หรือ ทิศบูรพา เป็นทิศที่ดีอันดับ 2 หากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 100 ปี หลังจากนั้น จะมีแต่เสื่อมลงๆจนถึงขั้นหาความสุขความเจริญไม่ได้
  3. ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ทิศอาคเณย์ เป็นทิศที่ดีอันดับ 3 หากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 50 ปี หลังจากนั้น จะมีแต่เสื่อมลงๆจนถึงขั้นหาความสุขความเจริญไม่ได้

ทิศต้องห้ามในการตั้งศาลพระภูมิ คือ ทิศตะวันตกและทิศใต้
เมื่อหาทิศทางตั้งศาลได้แล้วจะต้องพูนดินให้สูง 1 คืบ เกลี่ยดินด้วยมือและทุบให้แน่น ห้ามใช้เท้าเด็ดขาด และเตรียมน้ำมนต์ไว้พรมบริเวณพื้นดินเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ น้ำมนต์ที่ว่านี้เรียกว่า " น้ำมนต์ธรณีสาร " น้ำมนต์ธรณีสารนี้ ทำได้โดยนำน้ำธรรมดาไปให้พระท่านสวดพระพุทธมนต์ทำเหมือนน้ำมนต์ทั่วไปแต่ต่างกัน ตรงที่ให้ท่านนำใบไม้ต้นธรณีสารมาใส่ลงในน้ำที่จะทำน้ำมนต์

วันและฤกษ์ตั้งศาล
มีความสำคัญมาก ควรเลือกวันที่ดีและมีความเป็นสิริมงคลเพื่อให้ประสิทธิ์ผลในทางมงคล แก่ผู้อยู่อาศัยในบ้านเรือนนั้นสืบต่อไป วันต่อไปนี้ถือเป็นวันที่เป็นมงคลฤกษ์
วันข้างขึ้น
วันข้างแรม
๒ ค่ำ
๒ ค่ำ
๔ ค่ำ
๔ ค่ำ
๖ ค่ำ
๖ ค่ำ
๙ ค่ำ
๙ ค่ำ
๑๑ ค่ำ
๑๑ ค่ำ

แต่ถ้าวันข้างขึ้น หรือข้างแรมดังกล่าวไปตรงกับวันต้องห้าม ของเดือนใด ให้เลี่ยงไปใช้วันอื่นเสีย

เวลาฤกษ์อันเป็นมงคล

วัน
เวลา
วันอาทิตย์
เวลา ๖.๐๙ น. - ๘.๑๙ น.
วันจันทร์
เวลา ๘.๒๙ น. - ๑๐.๓๙ น.
วันอังคาร
เวลา ๖.๓๙ น. - ๘.๐๙ น.
วันพุธ
เวลา ๘.๓๙ น. - ๑๐.๑๙ น.
วันพฤหัสบดี
เวลา ๑๐.๔๙ น. - ๑๑.๓๙ น.
วันศุกร์
เวลา ๖.๑๙ น. - ๘.๐๙ น.
วันเสาร์
เวลา ๘.๔๙ น. - ๑๐.๔๙ น.


วันต้องห้าม

เดือน
วันต้องห้ามคือ
เดือนอ้าย ธันวาคม) วันพฤหัสบดี และวันเสาร์
เดือนยี่ (มกราคม) วันพุธ และวันศุกร์
เดือน ๓ (กุมภาพันธ ) วันอังคาร
เดือน ๔ (มีนาคม) วันจันทร์
เดือน ๕ (เมษายน) วันพฤหัสบดี และวันเสาร์
เดือน ๖ (พฤษภาคม)
วันพุธ และวันศุกร์
เดือน ๗ (มิถุนายน) วันอังคาร
เดือน ๘ (กรกฎาคม) วันจันทร์
เดือน ๙ (สิงหาคม) วันพฤหัสบดี และวันเสาร์
เดือน ๑๐ (กันยาย ) วันพุธ และวันศุกร์
เดือน ๑๑ (ตุลาคม) วันอังคาร
เดือน ๑๒ (พฤศจิกายน) วันจันทร์


จะสังเกตได้ว่า จะไม่ปรากฏว่ามี วันอาทิตย์ เป็น ข้อห้ามเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ยึดเอาวันอาทิตย์ เป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับการตั้งศาล เพราะคนโบราณถือกันว่า วันอาทิตย์นั้นแม้จะจะเป็นวันที่มีกำลังแรงดี แต่เป็นวันแรงและวันร้อน ไม่เหมาะที่จะทำการตั้งศาล เพราะบ้านอาจจะ ร้อน จรปราศจากความร่มเย็นเป็นสุข แต่ ถ้าหากผู้กระทำพิธีมีเคล็ดมีมนตร์แก้ความร้อนของวันได้ ก็สามารถคิดทำการตั้งศาลในวันนี้ได้ตามความสะดวก

ความสูงของศาล
ขึ้นอยู่กับ ตัวเจ้าของบ้าน โดยให้ระดับฐานหรือชานชาลาพระภูมิอยู่เหนือระดับปาก (บางตำราว่าอยู่เหนือคิ้วพอดี ) ของผู้เป็นเจ้าของบ้าน ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าบ้าน ก็ควรจะตั้งศาลพระภูมิขึ้นใหม่ การใช้ศาลพระภูมิร่วมกัน กรณีที่เป็นหมู่บ้าน,ชุมชนหรือตึกแถว ให้ยึดเอาความสูงจาก เจ้าของผู้สร้างเริ่มแรก หรือหัวหน้าชุมชนนั้นๆ โดยให้เป็นตัวแทนเพื่อมาทำการยกศาลพระภูมิขึ้นเพื่อบอกกล่าวและสักการะ ขอให้ท่านดูแลปกปักษ์รักษาให้คุณ ให้โชคลาภ ความเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้อยู่อาศัยทุกคน

การปักเสาตั้งศาล
ต้องเตรียมหลุมให้เสร็จก่อนเริ่มพิธี ( ค่อยมีพิธีในวันรุ่งขึ้น ) โดยต้องเตรียมของดังนี้ พานครู 1 พาน ใช้สำหรับใส่ข้าว ธูป เทียนขาว ดอกไม้หรือพวงมาลัยสด เหล้า บุหรี่ ผ้าขาว เงิน 6 สลึงหรือ 99 บาท

รายการของมงคลใส่หลุม (ปัจจุบันที่นิยมใช้)

รายการมงคล
จำนวน
1
เหรียญเงิน
9 เหรียญ
2

เหรียญทอง (เหรียญสลึงหรือ 50 สตางค์ก็ได้)

9 เหรียญ
3
ใบเงิน
9 ใบ
4
ใบทอง
9 ใบ
5
ใบนาค
9 ใบ
6
ใบรัก
9 ใบ
7
ใบมะยม
9 ใบ
8
ใบนางกวัก
9 ใบ
9
ใบนางคุ้ม
9 ใบ
10
ใบกาหลง
9 ใบ
11
ดอกบานไม่รู้โรย
9 ดอก
12
ดอกพุทธรักษา
9 ดอก
13
ไม้มงคล
9 ชนิด
14
แผ่น เงิน,ทอง,นาค
1 ชุด
15
พลอยนพเก้า
1 ชุด

การกลบหลุมนั้นให้ใช้มือกด ห้ามใช้เท้าโดยเด็ดขาด

ผู้ประกอบพิธีกรรมการตั้งศาลพระภูมิ
ควรจะเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมมีศีลธรรม ทำบุญทำทานประจำ มีความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม จะทำให้การตั้งศาลพระภูมิบังเกิดผลดี มีความเจริญรุ่งเรืองแก่เจ้าของบ้าน หรือเจ้าบ้านจะเป็นผู้กระทำพิธีกรรมก็ได้ โดยศึกษาขั้นตอนพิธีกรรมต่างๆ และให้ถือศีลกินเจ 7 วัน ( 3,5,7 วันก็ได้ หรือมากกว่านี้ก็ได้ )

ส่วนประกอบสำคัญของศาลพระภูมิ
จะเหว็ดศาลพระภูมิ จะเป็นรูปพระภูมิอยู่ในแผ่นคล้ายแผ่นเสมา มือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายถือถุงเงินหรือสมุด(หนังสือ) และการปลุกเสกจะเหว็ดให้เป็นองค์พระภูมิมีดังนี้ บรรจุธาตุทั้ง 6 คือ บรรจุพระพุทธคุณ,บรรจุพระธรรมคุณ,บรรจุพระสังฆคุณ ตลอดเทวคุณและวิญญาณธาตุเข้าไปในจะเหว็ดจากที่เรียกว่า จะเหว็ดเมื่อปลุกเสกแล้วก็จะเรียกว่า "พระภูมิ" บริวารของพระภูมิจะมี

  1. ตุ๊กตาชาย-หญิง อย่างละ 1 คู่
  2. ตุ๊กตาช้าง-ม้า อย่างละ 1 คู่
  3. ละครยก 2 โรง

เครื่องประดับตกแต่ง จะประกอบด้วย

เครื่องประดับตกแต่ง
จำนวน
1
แจกัน
1 คู่
2

เชิงเทียน

1 คู่
3
กระถางธูป
1 ใบ
4
ผ้าผูกจะเหว็ด
1 ผืน
5
ผ้าพันศาล (ผ้าแพร 3 สี คือ สีเขียว,สีเหลืองและสีแดง)
1 ชุด
6
ฉัตรเงิน-ทอง
2 คู่
7
ด้ายสายสิญจน์
1 ม้วน
8
ผ้าขาว
1 ผืน
9
ทองคำเปลว
-
10
แป้งเจิม
1 ถ้วย
11
ดอกบัว
9 ดอก
12
ดอกไม้ ี(มาลัย 7 สี )
7 ส


เครื่องสังเวยสำหรับตั้งศาล

จะประกอบด้วยอาหารคาวหวานดังนี้
เครื่องประดับตกแต่ง
จำนวน
1
หัวหมู
1 หัว
2

ขนมต้มขาว

2 จาน
3
ไก่ต้ม
1 ตัว
4
ขนมถั่วงา
2 จาน
5
เป็ด
1 ตัว
6
ขนมถ้วยฟู
2 จาน
7
ปลานึ่ง
1 ตัว
8
ขนมหูช้าง
2 จาน
9
ปู หรือ กุ้ง
1 จาน
10
เผือก-มันต้ม
2 จาน
11
บายศรีปากชามยอดไข่
1 คู่
12
ฟักทอง
2 ผล
13
น้ำจิ้ม
2 ถ้วย
14
แตงไทย
2 ผล
15
ข้าวสวย
2 ถ้วย
16
ขนุน
2 จาน
17
เหล้า
1 ขวด
18
สับปะรด
2 ผล
19
น้ำชา
2 ถ้วย
20
กล้วย
2 หวี
21
น้ำสะอาด
2 แก้ว
22
ผลไม้ 5 ชนิด
2 จาน
23
มะพร้าวอ่อน
1 คู่
24
พานหมาก พลู บุหรี่
1 คู่
25
ขนมต้มแดง
2 จาน

**ถ้าขนาดบ้านและศาลพระภูมิเล็ก ก็สามารถใช้สับปะรดเพียง 1 ผลได้แต่จัดแบ่งเป็น 2 จาน *

เครื่องสังเวยสำหรับตั้งศาล ( มังสวิรัติ )

เครื่องประดับตกแต่ง
จำนวน
1
มะพร้าวอ่อน
1 คู่
2
ขนมถ้วยฟู
2 จาน
3
พานหมาก พลู บุหรี่
1 คู่
4
ถั่วคั่ว
2 จาน
5
ฟักทอง
2 ผล
6
น้ำสะอาด
2 แก้ว
7
งาคั่ว
2 จาน
8
แตงไทย
2 ผล
9
ข้าวสวย
2 ถ้วย
10
เผือก-มันต้ม
2 จาน
11
ขนุน
2 จาน
12
น้ำชา
2 ถ้วย
13
ขนมต้มแดง
2 จาน
14
สับปะรด
2 ผล
15
นม
2 ถ้วย
16
ขนมต้มขาว
2 จาน
17
สับปะรด
2 ผล
18
เนย
2 ถ้วย
19
ขนมถั่วงา
2 จาน
20
ผลไม้ 5 ชนิด
2 จาน


ผลไม้ที่ห้ามนำถวาย

มังคุด
มะเฟือง
น้อยหน่า
ลูกจาก
มะตูม
ละมุด
มะไฟ
กระท้อน
ลูกพลับ
พุทรา
ระกำ
น้อยโหน่ง
ลูกท้อ
มะขวิด
ลางสาด


คนไทยโบราณมีความเชื่อว่าผลไม้ทั้ง 15 ชนิดนี้เป็นอัปมงคล ไม่ควรนำมาถวายเป็นเครื่องสังเวยหน้าศาลพระภูมิเป็นอันขาด
ที่มาของข้อมูล
http://www.bansongthai.com
หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน ที่ต้องการสั่งสินค้าจำนวนมาก ทางร้านยินดีให้บริการค่ะ
การต้้งศาลพระพรหม
พระพรหมมีที่มาจากตำนานปุราณะ หรือคัมภีร์พระเวท ซึ่งแบ่งอายุเป็นกัปป์เป็นกัลป์ (เวลา 1 วินาทีของพรหมโลกมนุษย์เท่ากับเวลาในโลกหนึ่งแสนปี) เป็นอุบัติเทพ หรือเทพสมมติ หมายถึงเทพที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมาเพื่อยึดถือเป็นสิ่งเคารพบูชา และเป็นความเชื่อของกลุ่มคนบางกลุ่ม ภายหลังได้ขยายความเชื่อออกไปเป็นลัทธิความเชื่อลัทธิหนึ่ง เป็นลัทธิสายพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งในสายนี้ยังมีเทพในระดับเดียวกันที่สำคัญๆ ได้แก่ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพิฆเนศ นอกจากนั้นยังแยกลัทธิย่อยออกไปอีกโดยแบ่งชั้นเทพในแต่ละสาย วางลำดับของเทพต่างๆ เหล่านี้เหลื่อมล้ำกัน นอกจากนั้นยังมีการรวมเทพทั้งสามเป็นพระตรีมูรติอีก ซึ่ง
 
ถือว่าเป็นรูปเคารพสูงสุดของเทวศาสตร์ (เทวนิยมเฉพาะพราหมณ์สายนี้) แต่ในสายอื่นๆ จะมีความเห็นแตกต่างกันออกไป
หลักในการตั้งศาลรูปเคารพตามที่กล่าวข้างต้น ในวิชาโหราศาสตร์ที่ถูกต้องตามหลักการใช้หลักเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากการตั้งศาลพระภูมิที่คนไทยตั้งไว้ในบ้านเรือน บทความนี้จะขอกล่าวถึงหลักการตั้งศาลรูปเคารพ เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม และพระพิฆเนศ เป็นต้น
1.หลักทั่วไปในการตั้งศาลรูปเคารพหรือเทวาลัย
การตั้งศาล หรือเทวาลัย จะตั้งได้เพียงสองวันเท่านั้น คือวันเสาร์ และวันอาทิตย์
  มีความเข้าใจสับสนในการนำวันตั้งศาลนี้ไปปะปนกับการตั้งศาลพระภูมิ ซึ่งมีหลักการและตำราที่ไม่เหมือนกันหรือขัดแย้งกัน เนื่องจากในตำราพระภูมิ (เจว็ด) มีการเปลี่ยนรูปในแต่ละวันที่ไม่เหมือนกัน เช่น บางวันเป็นยักษ์เจ้ากรุงพาลี บางวันเป็นมนุษย์ บางวันเป็นพรหม (วันเสาร์) บางวันเป็นเทพ

พระพิฆเนศ

 
             
          ดวงประกาศิต 25  
 
หรือช้าง (วันอาทิตย์) บางวันเป็นพระชัยมงคล จึงมีรูปร่างไม่แน่นอน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย จึงเรียกว่า “เจว็ด” หรือ “เจ้าไม่มีศาล” (ตามตำนานนารายณ์ยี่สิบปาง)ดังนั้นผู้ตั้งศาลพระภูมิต้องมีความรอบรู้ เพราะมิฉะนั้นการตั้งศาลพระภูมิจะกลายเป็นที่สิงสู่ของภูติผีวิญญาณ มิได้ช่วยคุ้มครองบ้านเรือน
ดี แต่จะขอกินเครื่องเซ่นไหว้ ในกลุ่มของพระพรหมไม่มีการเปลี่ยนรูปของตัวเองในแต่ละวัน พระพรหมยังคงมีรูปเป็นพระพรหม พระนารายณ์ก็ยังคงเป็นพระนารายณ์ เป็นต้น

พระพิฆเนศ

ตามหลักวิชาการทางโหราศาสตร์ ตั้งวันเสาร์ เพราะดาวเสาร์ 46_sign_saturn หมายถึง ความเก่าแก่ คร่ำครึ ตรงกับความหมายในคัมภีร์พระเวท ก็คือองค์เทพนั่นเอง การตั้งในวันอาทิตย์เนื่องจากดาวอาทิตย์ 46_sign_sun เป็นประธานของระบบสุริยะ เป็นผู้ให้แสงกำเนิดชีวิต สรรพสิ่ง ในขณะเดียวกัน เหมือนกับไฟบรรลัยกัลป์
 

ศาลพระภูมิ

ซึ่งตรงกับความหมายของเทพต่างๆ ทั้งหมด ที่เป็นทั้งผู้ให้และผู้ทำลาย เปรียบเสมือนดาวพระเคราะห์ทุกดวงที่ได้จรเข้ามาอยู่ในระนาบสุริยวิถีก็จะดับ (Combust) แต่พระอาทิตย์ก็ให้พลังและอำนาจแก่ดาวพระเคราะห์นั้นๆ ทุกดวง
ดังนั้น ผู้ตั้งศาลและผู้ดำเนินการต้องมีความรอบรู้ในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เพราะถ้าตั้งวันผิด เวลาผิด นอกจากจะไม่ให้คุณแล้ว ยังสามารถทำลายสถานที่นั้นหรือผู้เกี่ยวข้อง ดังบทความฉบับก่อนๆ ที่เคยกล่าวถึงฤกษ์การตั้งศาล และเทวาลัย หรือโบสถ์ทางศาสนาพราหมณ์ในฉบับก่อนๆ ที่เสนอมาเป็นบรรทัดฐาน
2.การได้มาของรูปเคารพ
คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าเมื่อจะตั้งศาลก็จะไปซื้อรูปเคารพ (พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม พระพิฆเนศ ฯลฯ) จากแหล่ง หรือร้านค้าที่ผลิตจำหน่าย ซึ่งไม่ทราบที่มาว่าหล่อเมื่อใด ซึ่งเสี่ยงมากที่จะได้ของขลัง หรือมีจิตวิญญาณ ส่วนใหญ่มักเป็นเพียงแท่งโลหะที่แสดงเป็นรูปลักษณ์เท่านั้น ไม่มีความหมายในคุณค่าแต่อย่างใด
 
วิธีการที่ถูกต้อง ต้องกำหนดฤกษ์ยามที่เข้มขลัง ตามปฏิทินโหราศาสตร์ไทยดวงประกาศิต กำหนดให้เป็นวันที่ทำการด้านฤคเวทดีหรือดีเยี่ยม ต้องกำหนดให้ร้านค้า หรือโรงหล่อ หรือผู้ปั้น หรือผู้ผลิต กระทำในวันดังกล่าว จะได้รูปเคารพที่ศักดิ์สิทธิ์ มีพลัง มีอำนาจในการคุ้มครองป้องกันภัยหรือนำโชคมาให้
สำหรับผู้มีทุนทรัพย์น้อยสั่งให้หล่อไม่ได้ จะต้องนำรูปเคารพที่ซื้อมาจากร้านค้า นำไปให้เกจิอาจารย์ที่มีศีลจริยวัตรงดงามทำการปลุกเสก หรือเจริญพระพุทธมนต์ในอุโบสถ หรือนำไปเข้าพิธีพุทธาภิเษก ในวันที่มีการปลุกเสกเครื่องรางของขลังที่ต้องอาศัยฤกษ์ยามที่ดีหรือเข้มขลังประกอบด้วย
วิธีการอีกอย่างหนึ่งที่จะให้รูปเคารพที่ซื้อหามาจากแหล่งหรือร้านจำหน่ายทั่วไป และต้องการให้รูปเคารพเข้มขลัง แต่หาบุคคลหรือหาสถานที่พุทธาภิเษกไม่ได้ มีทางออกที่จะให้รูปเคารพเข้มขลังก็คือ ต้องหาวันที่มีฤกษ์ดีเยี่ยมในการตั้งศาลหรือเทวาลัย โดยใช้โหรพราหมณ์ หรือเจ้าพิธี มาทำพิธีก็จะทำให้รูปเคารพนั้นศักดิ์สิทธิ์ได้
3.การกำหนดทิศและที่ตั้งของศาลรูปเคารพ
หลักสำคัญข้อแรก ห้ามตั้งรูปเคารพหันหน้าเข้าบ้านหรืออาคารเด็ดขาด เพราะถือเป็นพลังและโลก
 
 

            

 
             
  ดวงประกาศิต 26      
 
วิญญาณคนละโลก จึงห้ามหันหน้าปะทะกัน ถ้าพลังของเทพมาก จะทำให้บ้านหรือสถานที่นั้นเดือดร้อน เจ็บไข้ได้ป่วย มีโรคร้าย ครอบครัวแตกแยกไปคนละทิศทาง กิจการทรุดลงต้องปิดตัวลง เป็นต้น
หลักข้อที่สอง ห้ามตั้งศาลรูปเคารพหรือเทวาลัยภายในอาคารบ้านเรือน รวมทั้งบนหลังคาบ้าน หรือตึก หรืออาคารด้วย เพราะจะเป็นการยอมรับการอยู่ร่วมกับวิญญาณที่มีอำนาจแฝงเร้น ซึ่งจะให้โทษให้คุณตลอดเวลา และมักให้โทษมากกว่าให้คุณ หลักการข้อนี้จะเห็นศาลพระพรหมตั้งอยู่บนหลังคาทำเนียบรัฐบาล หลังจากที่นักการเมืองบางคนคาดหวังจะให้ตนเองครองอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินเหนือกลุ่มอื่นๆ และยังมีความคิดครอบงำองค์เทพอื่นๆ ให้ด้อยกว่าของตน แม้กระทั่งพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่ในทำเนียบฯ โดยการย้ายศาลพระพรหมที่เคยตั้งอยู่บนสนามหน้าทำเนียบไปประดิษฐานอยู่บนดาดฟ้าหลังคาทำเนียบฯ
พระพรหม หลังจากทำการดังกล่าวแล้วมิได้เป็นไปตามจุดมุ่งหวัง ผู้เข้าบริหารราชการที่เข้ามาอยู่มักมีความเดือดร้อน และมีความวุ่นวายในการบริหารราชการ และเกิดอาเพศที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของโลกที่ทำเนียบรัฐบาล โดนยึดอยู่หลายเดือน
การกระทำดังกล่าว นอกจากผิดหลักการในการตั้งศาลพระพรหมแล้ว ยังถือว่าเป็นการผิดจารีตประเพณีของวัฒนธรรมไทยที่เป็นชาวพุทธ เพราะพระพุทธรูปในทำเนียบอยู่ต่ำกว่าพระพรหม เนื่องจากศาสนาพุทธมีตัวตน มีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา มีคำสอนที่เป็นปรัชญา นำมาใช้ปฏิบัติได้ ผู้กระทำการเหล่านี้ย่อมประสบความวิบัติในทางเลวร้ายอยู่ไม่ปกติสุข เจ้าของประเทศที่แท้จริงคือพระสยามเทวาธิราช คงไม่ยินยอมให้การกระทำดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์ที่แอบแฝงไว้แน่นอน
4.สถานที่ตั้งศาลรูปเคารพที่เหมาะสม
หลักตามประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติโดยทั่วไป จะต้องตั้งศาลให้ห่างบ้านเกินเงาแดด กล่าวคือ มิให้เงาบ้านทับ
  พิธีบวงสรวงเงาศาล หรือเงาศาลทับเงาบ้าน เนื่องจากพลังของศาลถือว่าเป็นเรื่องของวิญญาณไม่ควรเข้ามาทับหรือยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเคารพโดยเฉพาะพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่ในบ้าน
นอกจากนั้น ศาลรูปเคารพต้องไม่ให้อยู่ใกล้ หรือคนละฝั่งรั้วบ้าน หรืออาคารที่เป็นคูน้ำทิ้งไหลผ่าน หรือใกล้กองขยะหรือสิ่งปฏิกูล
เนื่องจากบ้านเมืองมีความเจริญมากขึ้น ที่ดินแพงขึ้น อาคารแต่ละแห่งมีที่ว่างน้อย บ้านพักอาศัยก็สร้างเกือบเต็มพื้นที่ จึงหลีกเลี่ยงการที่เงาของศาลและบ้านจะทับกัน สามารถแก้ไขโดยการสร้างผนังเป็นกำแพงใกล้กับตัวศาล เพื่อป้องกันเงาของศาล และอาคารที่จะมาทับกัน โดยการใช้กำแพงที่สร้างขึ้นป้องกันมิให้เงาทับกันได้
สำหรับผู้มีศรัทธาแรงกล้า แต่ไม่มีสถานที่ตั้งศาล สามารถแก้ไขได้โดยการนำรูปเคารพมาประดิษสถานในห้องพระ หรือโต๊ะหมู่บูชา โดยตั้งให้ระดับต่ำกว่าพระพุทธรูป หรือตั้งอยู่ด้านซ้ายของพระกรพระพุทธรูปย่อมได้เช่นกัน ซึ่งมีค่าเท่าเทียมกับการตั้งศาล นอกบ้าน
5.ฤกษ์ยามในการตั้งศาลรูปเคารพ
หลักการทางโหราศาสตร์เมื่อกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นรูปเคารพจะต้องมีฤกษ์เฉพาะที่เกี่ยวกับองค์เทพนั้นๆ ซึ่งแตกต่างกันระหว่างพระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม สำหรับพระพิฆเนศ มีความใกล้เคียงกับพระพรหมที่ต้องใช้หลัก พรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา โดยการหาฤกษ์ให้ดาวที่เกี่ยวข้องเด่น เพื่อสะท้อนความเป็นองค์เทพในเรื่องดังกล่าว
ส่วนศาลรูปเคารพ หรือเทวาลัย พระอิศวร และพระนารายณ์ ต้องมีฤกษ์เฉพาะที่เด่นในอิทธิฤทธิ์เกี่ยวกับพระเดชที่มากกว่าพระคุณ ที่เน้นการทำลายและการปราม
 
         
      ดวงประกาศิต 27  
 
รวมเทพเจ้าพราหมณ์ ดวงดาวที่เกี่ยวข้องกับศาล หรือเทวาลัยของพระพรหมและพระพิฆเณศ จะต้องมีองค์ประกอบของดาวศุภเคราะห์ที่แสดงออกถึงศิลป์และความนุ่มนวลแบบน้ำ ได้แก่ดาวพุธ 46_sign_mercury และดาวศุกร์ 46_sign_venus ดาวที่เกี่ยวข้องกับความรู้ความสามารถและความสำเร็จ ได้แก่ดาวพฤหัสบดี 46_sign_jupiter ดาวที่เกี่ยวกับความเข้มขลัง และที่เป็นตัวแทนขององค์เทพคือดาวเสาร์ 46_sign_saturn และพระเกตุ 46_star_neptune ดาวต่างๆ เหล่านี้ต้องผสมผสานและมีความสัมพันธภาพเพื่อเกื้อหนุนต่อกันอย่างเหมาะสม
6.พิธีการตั้งศาลรูปเคารพ และเทวาลัย
เมื่อจะมีการตั้งศาล หรือเทวาลัยจะต้องจัดให้มีการเซ่นสรวง และบวงสรวงไปพร้อมๆ กัน เพื่อบอกกล่าวเทพยดา หรือเทพยทูตที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวให้รับทราบ พร้อมทั้งอัญเชิญเทพองค์นั้นๆ แบ่งภาคมาสถิตในศาลหรือเทวาลัยที่ตั้งขึ้น กระทำการโดยพราหมณ์ หรือโหรพราหมณ์ ตามฤกษ์ยามที่ดีในข้อ 5 เพราะถ้าฤกษ์ยามไม่ดีพิธีก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ เทพจะไม่เสด็จมาประดิษสถาน แต่จะมีภูตผีปีศาจเข้ามาสิงสู่รูปเคารพแทน
การกระทำพิธีที่ถูกต้องและฤกษ์ยามดี เจ้าพิธีและผู้ร่วมพิธีจะรับรู้ได้ในขณะทำพิธีบวงสรวงจะเกิดสิ่งที่ค่อนข้างอัศจรรย์ให้เห็นได้ เช่นท้องฟ้าโปร่ง อาทิตย์ทรงกรด มีนกมาบินวนมากมาย หรือมีลมพัดจัด หรือเกิดลมพายุหมุนที่เย็นสบาย เป็นปรากฏการณ์พิเศษยากที่จะอธิบายเหตุผลของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่เกิดขึ้นในยามปกติ
 
7.หากฤกษ์ยามในการตั้งศาลรูปเคารพหรือเทวาลัยไม่ดีจะเกิดอะไรขึ้น ?
หลักการตั้งศาลที่สำคัญผู้เขียนขอย้ำว่า ฤกษ์ยามต้องเป็นหนึ่ง พิธีกรรมต้องเป็นรอง
การตั้งศาล หรือเทวาลัยที่เน้นพิธีกรรมโดยขาดความรอบรู้ทางฤกษ์ยาม ประการแรกรูปเคารพจะไม่มีเทพมาสิงสถิตอยู่ แต่จะเป็นภูตผี ปีศาจ หรือวิญญาณเร่ร่อนมาสิงสถิตอยู่แทน ประการที่สอง ถ้าเป็นเทพก็จะอวตารปางร้าย จำพวกอสูรมาสิงสถิตอยู่เพื่อจะคอยทำลาย เนื่องจากฤกษ์ที่เชิญเป็นแบบนั้น จะเห็นตัวอย่างสถานที่นั้น จะเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ เช่น ไฟไหม้ คนในบ้านเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรือประสบอุบัติเหตุ หรือมีผู้เสียชีวิตในสถานที่แห่งนั้น ในที่สุดบ้านและอาคารแห่งนั้นจะต้องร้าง ท้ายที่สุดเทพที่มาประดิษสถาน ณ สถานที่แห่งนั้น จะถูกโจรกรรมหรือถูกทำลายให้สิ้นรูปไป เหมือนกับคุ้มครองตัวเองยังไม่ได้จะไปคุ้มครองคนอื่นได้อย่างไร !
กรณีศึกษาฤกษ์ยามประดิษฐานพระพรหม ทางโหราศาสตร์
พระพรหมเอราวัณองค์เดิม มีชื่อดังไปค่อนโลก เมื่อถูกทุบทำลายก็ดังกึกก้องเช่นกัน
สรรพสิ่งและชีวิตที่เกิดขึ้นบนโลก รวมทั้งในจักรวาลนี้มีจุดเริ่มต้น และสิ้นสุด สามารถหยั่งรู้จับต้องได้โดยวิธีวิทยาศาสตร์ของโหราศาสตร์ ที่สามารถอ่านได้จากอิทธิพลของดวงดาวที่ส่งกระแสสัมพัทธ์ระหว่างดาวต่อดาว และยังกำหนดให้รู้ว่าการอุบัติขึ้นของรูปเคารพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละครั้งที่สร้างขึ้นหรือประดิษฐาน มีความขลังมากน้อยเพียงใด มิได้ขึ้นอยู่กับสิ่งลี้ลับที่ไม่มีตัวตน หรือฤๅษีชื่อแปลกที่แต่งตำนานขึ้น เหมือนเทพนิยายแอบอ้างโหราศาสตร์รวมกับไสยศาสตร์ ทำให้ผู้คนสับสน เป็น
เจ้าแม่กวนอิมเรื่องที่ไม่จริงเช่นอ้างถึงการแก้กรรม ตัดกรรม ล้างกรรม โหราศาสตร์ที่แท้จริงต้องเป็นวิทยาศาสตร์อ้างอิงดวงดาวจากดาราศาสตร์ แปลงค่าเป็นสถิติและคำพยากรณ์ โหราศาสตร์ไม่ปฏิเสธสิ่งลี้ลับ แต่ตัววิชาของวิชาโหราศาสตร์ในแก่นแท้ไม่ใช่สิ่งลี้ลับ
พระพรหมองค์เดิมที่ประดิษฐาน ณ โรงแรมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ องค์เทพทำด้วยเซรามิก ประดิษฐานเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2499 โหรที่
 
         
  28 ดวงประกาศิต      
 
กำหนดฤกษ์ประดิษฐาน คือท่านพลเรือตรีหลวง สุวิชาญแพทย์ ภายหลังถูกคนร้ายทุบทำลายในวันที่ 21 มีนาคม 2549 เวลาประมาณ 01.00 น. ผู้เขียนขอกราบประทานอภัยท่านผู้กำหนดฤกษ์ ที่ต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อเป็นการยกระดับวิชาโหราศาสตร์ให้เป็นมาตรฐานสืบไปในอนาคตกาล
พระพรหมองค์นี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปค่อนโลก มีผู้คนมาขอพรและบนบานศาลกล่าวอย่างหนาแน่นไม่ขาดสาย ผู้คนมีความเชื่อ ศรัทธา ประดุจเทพผู้วิเศษ และมักประทานสิ่งที่ร้องขอได้ดั่งใจหวัง แต่เหตุไฉนท่านปกป้องรูปลักษณ์ของท่านเองไม่ได้ ทำให้เกิดความกังขาในหมู่ชน
ในฐานะผู้เขียนเป็นนักโหราศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่บ่งบอกได้ตั้งแต่จุดกำเนิด ความเข้มขลัง ความศักดิ์สิทธิ์และความล่มสลาย โดยพิจารณาและวิเคราะห์จากดวงกำเนิด หรือวันประดิษฐาน เพื่อมาอธิบายให้ท่านนักอ่านได้รับทราบเป็นกรณีศึกษา
ราศีจักร-นวางค์จักร วันประดิษฐานพระพรหม
วิเคราะห์ความขลังหรือความศักดิ์สิทธิ์ของ พระพรหม 1.วันกำเนิด (ประดิษฐาน) เป็นวันศุกร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 12 ปีวอก จุลศักราช 1318 ตรงกับวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ฤกษ์บนเป็นฉินทฤกษ์ หรืออกุศลฤกษ์ ดิถีฤกษ์ล่างห้ามทำการมงคล
ดาวบริวารวันเกิด คือดาวศุกร์
ดาวศุกร์ สถิตราศีกันย์ (ราศีกันย์) มาตรฐานเป็นนิจ (ต่ำ) สถิตร่วมดาวพฤหัสบดี ดาวพฤหัสบดี มาตรฐาน
  เป็นประ (ไม่สม่ำเสมอ) ถือว่าดาวบริวารวันเกิดมีตำแหน่งไม่เข้มแข็งหรือไม่ดี แต่เนื่องจากดาวพฤหัสบดีที่กุมอยู่ด้วยกันเป็นตนุเศษ จึงทำให้ดาวพฤหัสบดีมีพลังขึ้น และเป็นดาวมนตรีตามทักษา แม้ดาวศุกร์จะมีตำแหน่งต่ำ แต่เกาะฤกษ์ตำแหน่งดีคือภูมิปาโลแห่งฤกษ์ จึงทำให้มีความมั่นคงชั่วระยะเวลาหนึ่ง
2.ลัคนา (ลั) สถิตราศีพิจิก (46_zodiac_scorpio) ซึ่งเป็นเรือนของดาวอังคาร 46_sign_mars ประเด็นสำคัญคือ ราศีนี้เป็นเรือนศรีของดวงฤกษ์ และยังเสริมด้วยกาลโยคประจำปี (2499) ระบุเป็นราศีธงชัย กุมกับดาวเสาร์
46_sign_saturn และพระราหู 46_sign_rahu ซึ่งดาวทั้งสองเป็นคู่อภิมหามิตร
ดาวเสาร์
46_sign_saturn มาตรฐานสูงเป็นราชาโชค และยังหมายถึงเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ ส่วนพระราหู 46_sign_rahu มีมาตรฐานสูงเป็นอุจ (สูงเด่น) มีความหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากพระราหูทำให้เกิดคราสอาทิตย์ และจันทร์ มีอำนาจทำให้พระอาทิตย์และพระจันทร์อับแสงได้ชั่วขณะ
คู่อภิมหามิตร (๗+๘) คู่นี้ยังเกาะตำแหน่งราชาฤกษ์ ซึ่งเป็นฤกษ์สูงส่งในวิชาโหราศาสตร์ พระราหูดวงนี้สถิตราศีสิงห์ (46_zodiac_leo)ในนวางค์จักร ซึ่งเป็นเรือนของดาวอาทิตย์ 46_sign_sun ซึ่งแสดงถึงการครอบงำพระอาทิตย์ได้ชั่วขณะหนึ่ง
3.เจ้าเรือนราศีพิจิก (
46_zodiac_scorpio) ที่ีลัคนาสถิต คือดาวอังคาร 46_sign_mars ไปสถิตราศีกุมภ์(46_zodiac_aquarius) สลับเรือนพิสดารกับดาวเสาร์ และพระราหู (๓-๗+๘) จึงมีตำแหน่งอนุเกษตร (กำลังสอง) จึงมีความหมายว่า องค์เทพมีพลังเข้มขลังหรือศักดิ์สิทธิ์มาก มีผลเท่ากับยกกำลังสาม
พระพรหม นอกจากนั้น ดาวอังคารตนุลัคน์ยังไปสถิตราศีพฤษภ
(46_zodiac_taurus) ในนวางค์จักร มีมาตรฐานสูงตำแหน่งราชาโชค และ
ยังปริวรรตเป็นอนุเกษตรอีกสามดวง กล่าวคือ อังคารเรือนศุกร์ ศุกร์เรือนพุธ พุธเรือนอังคาร (๓+๖+๔) เป็นการเสริมให้องค์เทพขลังและศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอีก
4.ดวงฤกษ์ในนวางค์จักรเรียงร้อยเป็นดอกพิกุล หมายถึง มีความเป็นสิริมงคลและมีชื่อเสียงขจรขจายลือเลื่องไปไกล
 
         
      ดวงประกาศิต 29  
 
5.ดาวพฤหัสบดี 46_sign_jupiter ยังเป็นองค์เกณฑ์ในวิชาโหราศาสตร์ว่าเป็น “สิงหเกณฑ์” หมายถึง การมีผู้คนมากราบไหว้ สักการบูชามากมาย เพื่อเป็นการส่งพลังจิตที่ทวีคูณจากพันเป็นแสนเป็นล้าน เป็นการถ่ายทอดพลังจิตจากมนุษย์สู่องค์เทพ ทำให้พลังขององค์เทพเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล นอกจากนั้นดาวพฤหัสบดี 46_sign_jupiter ยังกุมพระเกตุ 46_star_neptune ในดวงนวางค์จักร (๕+๙) ที่ราศีมกร (มังกร/46_zodiac_capricorn) แม่ธาตุดิน ซึ่งหมายถึง เทพที่บนฟากฟ้าส่งพลังเสด็จมาสู่องค์พระพรหมอีกทางหนึ่งด้วย เพราะพระเกตุ (๙) หมายถึง สิ่งศักดิ์สิทธิ์และวิญญาณธาตุ
ดาวพฤหัสบดีดวงนี้
46_sign_jupiter ยังส่งเกณฑ์เป็นสิงหเกณฑ์แก่ลัคนาที่ดวงนวางค์จักร ซึ่งเป็นสิงหเกณฑ์สองชั้น จึงส่งผลให้องค์พระพรหมศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอีก
สรุป จากเหตุที่กล่าวมาทั้ง 5 ข้อ เป็นสิ่งยืนยันถึงดวงฤกษ์ที่ส่งผลให้องค์พระพรหมมีชื่อเสียงขจรไปไกล และศักดิ์สิทธิ์น่าเลื่อมใส เป็นที่เคารพกราบไหว้บูชาของผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ค่อนโลก

เหตุใดองค์พระพรหมจึงรักษารูปลักษณ์ ของท่านไม่ได้ตลอดไป
พระพรหม

ชีวิตและสรรพสิ่ง ต้องมีกาลเวลาเป็นตัวกำหนดว่า จะอยู่ได้ยืนยาวเท่าใด ไม่มีวิชาใดในโลกนี้บอกได้อย่างแม่นยำ นอกจากวิชาโหราศาสตร์วิชาเดียวเท่านั้น ตัวกำหนดคือ “ดวงฤกษ์วันประดิษฐาน”
เหตุใดพระพรหมองค์นี้จึงมีอายุเพียง 49 ปีเศษ ผู้วางฤกษ์คงไม่มีเจตนา หรือต้องการให้องค์พระพรหมมีอายุขัยเพียงเท่านี้ สิ่งเหล่านี้เกิดจากความรู้ทางวิชาการด้านโหราศาสตร์ที่ยังถูกปิดบัง ทำให้ผู้วางฤกษ์ไม่รู้แจ้ง ซึ่งผู้เขียนได้ค้นพบภายหลังจากสถิติข้อมูลในชะตาเมือง ชะตาบุคคล และชะตาองค์กรต่างๆ ที่เป็นข้อเท็จจริง ที่อ้างอิงถึงตัวบุคคลและสถานที่ได้ ตามที่นิตยสารดวงประกาศิตได้ตีพิมพ์บทความในนิตยสาร
 
ตั้งแต่แต่ฉบับที่ 2 (กุมภาพันธ์ 2550) เป็นต้นมา ผู้เขียนจึงขอเฉลยให้ทราบดังต่อไปนี้
1.ดวงชะตานี้ (ดวงฤกษ์) ได้ชื่อว่า “ชะตาต้องคำสาป” และเป็นชะตาต้องคำสาปหรือภินทุบาทว์ (แตก) สองชั้น
ชะตาต้องคำสาปชั้นที่หนึ่ง คือ ดาวศรีตามทักษา (ดาวอังคาร/๓) สถิตเรือนกาลีที่ราศีกุมภ์ (
46_zodiac_aquarius) เรือนของพระราหู (๘) ซึ่งหมายความว่า ถ้าเป็นชะตาบุคคล ถึงมีทรัพย์นับหมื่นล้าน เช่น คุณเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ หรือธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ(บีบีซี) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น จะต้องสั่นสะเทือนทรัพย์สินร่อยหรอลงมหาศาล หรือถึงขั้นหมดตัว หรือล้มละลายได้ กรณีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แม้ปัจจุบันยังคงอยู่ได้ แต่ครั้งหนึ่งเหมือนคนตายแล้วเกิดใหม่ เพราะมูลค่าของตลาดเคยเสียหายไปถึงแปดแสนล้านบาทภายในวันเดียว จากกรณีหุ้นตกมหาวินาศ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549

ในกรณีของพระพรหมแม้ไม่ใช่บุคคล  ก็มีเหตุให้ต้องบุบสลายไปในที่สุดพระพรหม ชะตาต้องคำสาปชั้นที่สอง เนื่องจากลัคนา (ลั) ดวงฤกษ์สถิตที่ราศีพิจิก (46_zodiac_scorpio) กุมดาวเสาร์และพระราหู (๗+๘) มีดาวจันทร์ 46_sign_moon1 ซึ่งเป็นดาวเดชตามทักษา สถิตราศีมกร(มังกร/46_zodiac_capricorn) อาณาเขตโจโรแห่งฤกษ์ เป็นอกุศลฤกษ์ ซึ่งไม่เป็นมงคลแก่องค์เทพ และที่ร้ายกว่านั้นมีตำแหน่งภินทุบาทว์ หรือดวงแตก กล่าวคือ เป็นสิบเอ็ดแก่ราหู ภาษาโหรเรียกว่า “ราหูล่าจันทร์” ดั่งคำครูที่ว่า “...จันทร์เป็นสิบเอ็ด แก่ราหูเล่านา อาภัพอัปภาคย์ โทษแท้ประเหิรหิน” หมายถึง จะต้องหมดเกียรติ หมดศักดิ์ศรี และสูญสิ้นทางกายภาพ เป็นข้อยืนยันซ้ำสองว่าองค์พระพรหมจะต้องบุบสลายแน่นอน
2.ฤกษ์ล่าง เป็นวันห้ามทำการมงคล เพราะเป็นวันดิถีร้าย การทำการมงคลวันนี้ (ประดิษฐาน) จึงเป็นการฝืนข้อต้องห้ามของบูรพาจารย์ เพราะถ้าฝืนทำจะต้องเกิดเหตุอาเพศอาถรรพ์ โดยเฉพาะวันมฤตยู หมายถึง การถึงแก่ความตาย หรือถึงกาลอวสานอย่างฉับพลัน และดิถีฤกษ์ชัยเป็นตัวบอกให้รู้ว่า ในภายภาคหน้าจะต้องจบชีวิตลง หรือมีรูปลักษณ์ไม่คงเดิม
(พิกลพิการ)
 
         
  30 ดวงประกาศิต      
 
พระพรหม 3.นวางค์จักรของดวงฤกษ์บอกให้รู้ว่า พระราหู
(๘) ส่งเกณฑ์สี่ถึงดาวอังคาร
(กาลีส่งเกณฑ์ไปที่ศรี) และดาวอาทิตย์
46_sign_sun ซึ่งหมายถึงสรีระขององค์พระพรหมตั้งแต่ต้น เพียงแต่รอวันและเวลาเท่านั้น
4.ตรีวัย อยู่ในวัยจันทร์ (๒) ซึ่งถูกพระราหูในดวงฤกษ์ล่าตั้งแต่ต้น เมื่อถึงวัยนี้จึงแสดงผลให้รู้ว่าดวงดาวย่อมศักดิ์สิทธิ์เสมอ ที่ให้คุณให้โทษแก่ชีวิตและสรรพสิ่งไม่ผิดตัว ผิดเวลา ไม่ว่าสรรพสิ่งนั้นจะอยู่ที่ใดของมุมโลก หรือในจักรวาลนี้ เมื่อถึงเวลาย่อมต้องเป็นไปตามชะตากำหนด ว่าต้องจบลงแบบไหน? วิธีใด? สวยงามหรือน่าเศร้า?
5.ยังมีข้อปลีกย่อยในวิชาโหราศาสตร์ที่วิเคราะห์ให้เห็นจุดเสียอันน่าสะพรึงกลัวอีกหลายประเด็น แต่ผู้เขียนรู้สึกหดหู่ เพียงเท่าที่กล่าวมาก็น่าเพียงพอที่จะหักล้างความดีของดวงฤกษ์จนติดลบมากมาย จึงเห็นประจักษ์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่องค์พระพรหมได้อย่างดี
     
  สรุป ดวงฤกษ์วันประดิษฐานองค์พระพรหมนับเป็นดวงฤกษ์ที่แข็งแกร่ง เข้มแข็ง จึงทำให้มีพลัง ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่อมใส ศรัทธา และมีชื่อเสียงขจรไปไกลค่อนโลก ในขณะเดียวกัน เป็นดวงฤกษ์ที่ภินทุบาทว์ (แตก) หลายชั้น และเป็นชะตาต้องคำสาป เมื่อถึงกาลเวลารูปองค์ของท่านก็ต้องแตกสลายไปตามดวงฤกษ์ที่ได้กำหนดไว้ เหมือนดั่งชีวิตที่ถูกลิขิต  
สงวนลิขสิทธิ์ © 2018 โต๊ะหินอ่อนไทย.com
ร้านทรัพย์ไชยสวัสดิ์ 87/4 ม.3 ถ.ดอนตูม-นครชัยศรี ต.บ้านหลวง อ.ดอนตูม จ.นครปฐม